ภาษีย้อนหลังที่ร้านค้าต้องระวัง

CategoriesEducationSocietyTagged ,

เรื่องของการหาเงินหาทองนั้น เป็นสิ่งที่หลายๆ ท่านต้องพยายามหาเงินในทุกวิถีทางที่สังคมปัจจุบันต้องใช้เงินเพื่อดำเนินในทุกๆ สิ่งทุกๆ อย่างในชีวิต ซึ่งบทความนี้เลยอยากจะพาทุกๆ ท่านที่กำลังมีรายได้มากมายจากการเปิดร้านขายของแบบต่างๆ ให้ได้ทราบและเตรียมตัวเกี่ยวกับ “ภาษีย้อนหลังที่ร้านค้าต้องระวัง” กันครับ หากโดนกันแต่ละครั้งนี้ จุกๆ กันทั้งนั้น เพื่อเป็นการไม่เสียเวลา เราไปชมกันดีกว่าครับ

นิยามของคำว่า ภาษี

ภาษี(Tax) คือ  เงินตราหรือทรัพย์ที่ประชาชนต้องนำส่งให้กับรัฐหรือสถาบันที่มีหน้าที่เทียบเท่ากับรัฐทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เพื่อนำเงินตราหรือทรัพย์ที่เก็บได้จากประชาชนมาใช้ในการบำรุงผลักดันและสร้างเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งภาษีเหล่านี้จะถูกนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในระบบราชการ สาธารณูปโภคทั้งหมดในประเทศชาติเพราะเป็นรายได้หลักจากรัฐที่จะนำมาพัฒนาให้ประชาชนอยู่กันในประเทศอย่างภาสุข ในความหมายของภาษีเราสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท

1. ภาษีทางตรง คือ ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีโดยตรงไม่สามารถผลักภาระไปให้กับบุคคลอื่นอาทิ ภาษีเงินได้บุคคล ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เป็นต้น

2. ภาษีทางอ้อม คือ ผู้มีหน้าที่เสียภาษีแต่ไม่ต้องรับภาระ สามารถที่จะผลักภาระภาษีนี้ไปให้กับบุคคลอื่น ซึ่งเรามักจะเรียกว่า ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ เป็นต้น

โดยภาษีการค้า (business tax) – ภาษีการขายที่เก็บกับสินค้าขั้นสุดท้ายทุกชนิดในอัตราเดียวกันโดยไม่มีข้อยกเว้น เราเรียก ภาษีการขายนั้นว่า อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มของประเทศไทยมีอัตราเดียว คือร้อยละ 7 จัดเก็บจาก ผู้ประกอบการกิจการสินค้าและบริการทุกประเภท ยกเว้น การขายสินค้า 24  ประเภท ที่ระบุไว้

เกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี

–           คนโสดมีรายได้เกิน 60,000 บาท ต่อปี
–           คนมีคู่สมรส ไม่ว่าจะมีรายได้ฝ่ายเดียวหรือทั้งสองฝ่ายรวมกันเกิน 120,000 บาท

ภาษีย้อนหลังคืออะไร และทำไมถึงจะโดน

ภาษีย้อนหลัง (Retroactive tax) เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อมีการตรวจสอบภาษีย้อนหลัง โดย 3 หน่วยงาน ได้แก่ กรมสรรพากร, กรมศุลกากร และกรมสรรพสมิต ซึ่งสาเหตุที่ถูกตรวจสอบภาษีย้อนหลัง คือ ไม่ยื่นภาษี รายได้ งบการเงินไม่ถูกต้อง หรือมีความผิดปกติที่เข้าข่ายทำให้กรมสรรพากรสงสัย และเริ่มตรวจสอบ

การเตรียมตัวเกี่ยวกับการทำภาษีสำหรับร้านค้า(วางแผนรายรับรายจ่าย)

1. ค่าวัตถุดิบ แน่นอนว่าการขายอาหารหรือเครื่องดื่มจะต้องมีการลงทุนในต้นทุนวัตถุดิบ ดังนั้นเจ้าของร้านอาหารเองจำเป็นต้องทำรายการต้นทุน เพื่อที่จะได้นำไปตั้งราคาขายได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้หากมีการขายผ่านแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ก็จะต้องคิดต้นทุนค่าแพ็กเกจจิ้งเพิ่มเติม

2. ค่าแรงพนักงาน อีกหนึ่งรายจ่ายส่วนสำคัญคือค่าแรงพนักงานภายในร้าน โดยจะต้องวางแผนทั้งในส่วนของรายจ่ายสำหรับพนักงงานประจำและพนักงานรายวัน หรือสวัสดิการพิเศษอื่น ๆ ดังนั้นการตั้งงบประมาณและวางแผนตั้งแต่เนิ่น ๆ จะสามารถช่วยให้เจ้าของร้านบริหารเงินได้อย่างราบรื่น

3. ค่าการตลาด ปฏิเสธไม่ได้ว่าการตลาดเป็นส่วนหนึ่งของการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จในยุคดิจิทัล ดังนั้นหากมีการวางแผนอยากโปรโมตการตลาด ก็ต้องมีการแบ่งงบประมาณไว้สำหรับการทำการตลาดด้วยเช่นกัน

4. ค่าเช่าร้านและสาธารณูปโภค หากใครที่ต้องเช่าพื้นที่เพื่อสร้างร้านอาหารหรือคาเฟ่ ต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ตามมาด้วย อาทิ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าสาธารณูปโภคต่าง ๆ เพราะค่าใช้จ่ายเหล่านี้ก็เป็นต้นทุนที่จะต้องคำนวนในรายจ่ายแต่ละเดือนด้วยเช่นกัน

ยกตัวอย่าง 2 ผู้ประกอบการต้องคำนึงถึงภาษี

●ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ผู้ประกอบการบุคคลธรรมดา ต้องยื่นแบบชำระภาษีปีละ 2 ครั้ง ซึ่งถ้าจะให้สะดวกในการสรุปรายรับ- รายจ่าย เพื่อเก็บไว้ใช้เป็นหลักฐาน

●ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภาษีมูลค่าเพิ่ม Value Added Tax (VAT) คือภาษีอากรที่เกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลเรียกเก็บจากผู้ซื้อสินค้าหรือบริการ ซึ่งถือเป็นภาษีทางอ้อม โดยในฐานะผู้ประกอบการก็จะเรียกเก็บจากผู้บริโภคจากการซื้อสินค้าและบริการที่บวกลงไปในราคาขาย และจะต้องนำภาษีนั้นไปส่งให้กับกรมสรรพากรเพื่อเข้าสู่คลังของประเทศต่อไป

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับ “ภาษีย้อนหลังที่ร้านค้าต้องระวัง” ที่พวกเราได้หามาฝากท่านผู้อ่านทุกๆ ท่านกันในบทความข้างต้นนี้ คิดว่าจะช่วยให้เตรียมตัวและมีความรู้เกี่ยวกับภาษีไม่มากก็น้อยกันนะครับ

About the author